2007/May/22

แบตเตอรี่

1. แบตเตอรี่ทำหน้าที่จ่ายไฟฟ้ากับรถเมื่อเครื่องยนต์ดับ

หม้อแบตเตอรี่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าซึ่งได้รับจากเยนเนอเรเตอร์ให้เป็นพลังงานเคมีแล้วเก็บไว้(ชาร์จเข้าแบตเตอรี่) พลังงานที่เก็บไว้จะใช้อีกเมื่อต้องการ โดยปฏิกิริยาเคมีได้กลับเป็นพลังงานไฟฟ้าแล้วจ่ายไปยังมอเตอร์สตาร์ท ระบบจุดระเบิด ไฟส่องสว่างและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าในขณะที่เยนเนอเรเตอร์ไม่ทำงาน ความสามารถที่แบตเตอรี่เก็บไฟได้เรียกว่า ความจุ นั้นคือจำนวนกระแสไฟจะจ่ายออกได้ในระยะเวลา 20 .. วัดเป็นแอมป์แปร์-ชม. ความจุต้องขึ้นอยู่กับจำนวนและขนาดแผ่นอิเล็กโตรดในแต่ละเซลของแบตเตอรี่ถ้ากระแสไฟจ่ายออกอัตราสูงขึ้นความจุของแบตเตอรี่ก็จะลดลง

2. แบตเตอรี่เกือบทั้งสิ้นประกอบด้วยแผ่นตะกั่ว

ในแต่ละเซลจะมีแผ่นอิเล็กโตรดทำด้วยตะกั่วบรรจุอยู่กับน้ำกรดแผ่นประจุไฟฟ้าลบจะเป็นสีเทา (ตะกั่วพรุน) แผ่นประจุไฟฟ้าบวกเป็นสีน้ำตาล (ตะกั่วออกไซด์) เนื่องจากความจุของแบตเตอรี่ขึ้นอยู่กับขนาดของแผ่นของอิเล็กโตรด ในแต่ละเซลจะมีแผ่นตะกั่วหลายแผ่น แผ่นตะกั่วแต่ละชนิดจะมีแผ่นตะกั่วต่างชนิดกันแตะกันได้ จึงต้องใช้แผ่นไม้บาง ๆ และแผ่นพลาสติกที่เจาะเป็นรูและเป็นลูกฟูกเป็นตัวกั้นระหว่างตะกั่วสีเทาและสีน้ำตาล ซึ่งระดับน้ำกรดควรสูงกว่าแผ่นอิเล็กโตรด 15 มม.สำหรับแบตเตอรี่รถยนต์(ดูเครื่องหมายบอกระดับที่หม้อแบตเตอรี่)เช่น แบตเตอรี่ที่มีโวล์ทเตจขนาด 12 โวล์ท ต้องมี 6 เซลต่ออนุกรมกัน ขั้วบวกจะมีขนาดใหญ่กว่าขั้วลบ เมื่อแบตเตอรี่มีไฟชาร์จเต็ม ถ.พ ควรอ่านได้ 1.285

3. การชาร์จไฟแบตเตอรี่ใช้ไฟ D.C เท่านั้น

ส่วนมากแบตเตอรี่ใหม่เมื่อเติมน้ำกรดโดยไม่ต้องชาร์จไฟชาร์จอย่างไรก็ตามต้องรอประมาณ 3 ชม. เพื่อให้แผ่นตะกั่วชุ่มไปด้วยน้ำกรดก่อน เมื่อขับรถในเวลากลางวันเป็นเวลานาน ๆ เยนเนอเรเตอร์ก็จะทำหน้าที่ชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่แทนไฟที่จะจ่ายออกทันที

4. เมื่อแบตเตอรี่จ่ายไฟทั้งแผ่นตะกั่วและน้ำกรดจะเกิดการเปลี่ยนแปลง

ตะกั่วซัลเฟตจะเกิดขึ้นและจับอยู่ทั้งที่แผ่นบวกเป็นตะกั่วออกไซด์ และที่แผ่นลบเป็นตะกั่วสีเทา ในการนี้น้ำกรดจะดูดใช้หมดไป น้ำจะเกิดเพิ่มขึ้นทำให้ ถ.พ ของน้ำกรดลดลง โวล์ทเตจที่ขั้วแบตเตอรี่ก็จะลดลงด้วย ถ้าโวล์ทเตจของแต่ละเซลลดลงถึง 1.75 โวล์ท ก็ถือว่าแบตเตอรี่จ่ายไฟหมดแล้ว เพราะถ้าให้จ่ายไฟต่อไปอีก แบตเตอรี่จะชำรุดเสียหายได้ ควรชาร์จไฟโดยเร็วที่สุดที่จะเป็นไปได้ เพราะถ้าทิ้งไว้แล้วตะกั่วซัลเฟตที่เกิดขึ้นจะเปลี่ยนสภาพอย่างเดิมได้ ลำบากขึ้น แบตเตอรี่จะเป็นเกลือซัลเฟตหมด(แผ่นอิเล็กโตรดเคลือบด้วยเกลือซัลเฟตสีเทา) เมื่อไม่ใช้แบตเตอรี่ แบตเตอรี่จะจ่ายไฟได้เองประมาณ 0.5-1 เปอร์เซ็นของความจุ แบตเตอรี่ต่อหนึ่งวัน ดังนั้นจึงควรชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่ไม่ได้ใช้งานทุก ๆ 6 สัปดาห์ แต่ไม่ควรชาร์จไฟมากเกินไป

5. เมื่อชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่ปฏิกิริยาเคมีจะกลับทาง

ตะกั่วซัลเฟตมีสีขาวที่แผ่นลบจะกลับเป็นตะกั่วบริสุทธิ์และตะกั่วซัลเฟตที่แผ่นบวกจะเปลี่ยนเป็นตะกั่วออกไซด์ ปฏิกิริยาเคมีเกิดขึ้นโดยน้ำถูกแยกตัวทำให้กรดกำมะถันเพิ่มขึ้น น้ำกรดแบตเตอรี่จึงเข้มข้นขึ้นด้วยปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้น ถ้าตะกั่วซัลเฟตเปลี่ยนสภาพทั้งหมดน้ำเท่านั้นจะถูกแยกตัวไฮโดรเจนที่เกิดขึ้นก็จะหนีไปที่แผ่นลบและออกซิเจนหนีไปที่แผ่นบวกแบตเตอรี่จะคายแก๊สเหล่านี้ออก ทำให้กรดมี ถ.พ เพิ่มขึ้น จำนวนน้ำก็ลดลง แก๊สไฮโดรเจนและออกซิเจนที่หนีออกนี้ก็จะมาผสมกัน จะไวไฟมากดังนั้นไม่ควรเอาไฟใกล้ ๆ แบตเตอรี่ การชาร์จไฟของแบตเตอรี่จะสิ้นสุดลง ถ้าโวล์ทเตจของแต่ละเซลมีค่า 2.7 โวล์ท และความถ่วงจำเพาะของน้ำกรดวัดได้ 1.285

การบำรุงรักษาแบตเตอรี่

1. ควรตรวจระดับน้ำกรดอย่างน้อยทุก ๆ 4 สัปดาห์ เมื่อชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่น้ำจะสูญหายซึ่งจะเติม ควรเติมน้ำกลั่นเท่านั้น ควรใช้กรวยพลาสติก อย่าให้มีสิ่งสกปรกลงไป ส่วนมากน้ำกรดที่เติมมักจะผสมกับน้ำกลั่นมาแล้ว แต่ถ้าจะผสมกับน้ำกรดที่กำมะถันเข้มข้น (96%)กับน้ำกลั่น ให้เทน้ำกลั่นลงในภาชนะแล้วเทน้ำกรดลงตามเสมอ(ห้ามเทน้ำลงในน้ำกรดมิฉะนั้นน้ำกรดจะกระเด็นไปทั่วภาชนะ) ความสามารถในการจ่ายไฟมิได้ขึ้นอยู่กับระดับไฟในแบตเตอรี่เท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับจุดแข็งตัวของน้ำกรด ในประเทศที่หนาวจัด น้ำกรดแบตเตอรี่อาจจะแข็งตัวได้

2. บางครั้งจำเป็นต้องชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่ด้วยเครื่องชาร์จแบตเตอรี่ ในฤดูหนาวการชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่ เนื่องจากสตาร์ทบ่อยหรือสตาร์ทยากต้องจ่ายไฟมาก ในทำนองเดียวกันแบตเตอรี่ที่ทิ้งไว้เฉย ๆ จำเป็นต้องชาร์จไฟทุก 6 สัปดาห์ ส่วนมากไฟฟ้าต้นกำลังเป็นไฟสลับ ดังนั้นก่อนอื่นต้องมีอุปกรณ์เปลี่ยนเป็นกระแสตรงก่อน อุปกรณ์มักจะเป็นเรคติไฟเออร์

2.1 การชาร์จไฟแบบปกติ ควรเป็น 1/10 ของความจุแบตเตอรี่ เซลควรจะมีค่าโวล์ทเตจประมาณ 2.5V. .พ น้ำกรด 1.285

2.2ชาร์จไฟด้วยอัตราสูง 10 เท่า ชาร์จให้เต็มเพียง 80% แต่ละเซลประมาณ 2.4 โวล์ท ซึ่งเป็นจุดที่แก๊สออกจากจุดนี้ ควรทำกรณีเร่งด่วนเท่านั้น และต้องคอยดูแล

วิธียืดอายุแบตรภ www.winandwill.com


edit @ 2007/05/22 14:57:27


edit @ 2007/05/22 15:00:43
edit @ 2007/05/22 15:26:14

2007/May/22

แบตเตอรี่ทำงานอย่างไรและจุดประสงค์ของการใช้แบตเตอรี่

แบตเตอรี่ทำงานอย่างไร

แบตเตอรี่รถยนต์เป็นอุปกรณ์ที่สะสมและจ่ายไฟฟ้าโดยปฏิกริยาทางเคมีไฟฟ้า มันสะสมพลังงานเคมีและถูกนำไปใช้ในรูปของพลังงานไฟฟ้า เมื่อแบตเตอรี่ถูกต่อวงจรเข้ากับอุปกรณ์ที่ใช้งาน เช่น สตาร์ทเตอร์ พลังงานเคมีถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าและกระแสไฟผ่านวงจร

การทำงานของแบตเตอรี่
เมื่อโลหะต่างชนิด 2 ชนิด เช่น แผ่นธาตุบวกและลบ จุ่มอยู่ในสารละลายไฟฟ้า (กรดซัลฟูริคเอซิค) ประกอบกันขึ้นเป็นแบตเตอรี่และให้แรงดันไฟฟ้า ซึ่งแบตเตอรี่รถยนต์โดยทั่วไปมีแรงดันไฟฟ้าต่อเซล 2.1 โวล์ท พลังงานไฟฟ้าเกิดขึ้นโดยปฏิกริยาทางเคมีระหว่างโลหะทั้งสองและสารละลายไฟฟ้าปฏิกริยาดังกล่าวจะเกิดขึ้นและมีกระแสไหลเมื่อมีวงจรต่อระหว่างขั้วบวกและลบ (เช่น ไฟหน้ารถ เมื่อต่อเข้ากับแบตเตอรี่)
การทำงานของแบตเตอรี่รถยนต์ ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ คือ
1. Lead dioxide (PbO2) ลีดไดอ๊อกไซด์บนแผ่นธาตุบวก
2. Sponger lead (Pb) ฟองตะกั่วบนแผ่นธาตุลบ
3. Sulphuric acid (H2SO4) สารละลายไฟฟ้า

จุดประสงค์ของการใช้แบตเตอรี่

ประโยชน์ของแบตเตอรี่รถยนต์มี 3 ประการ
1. จ่ายพลังงานให้สตาร์ทเตอร์และระบบจุดระเบิดของเครื่องยนต์ เพื่อให้เครื่องยนต์ทำงาน
2. จ่ายพลังงานส่วนเกินให้กับรถยนต์เมื่อการใช้ไฟฟ้าในรถยนต์เกินปริมาณที่ระบบชาร์จไฟในรถยนต์สามารถผลิตได้
3. รักษาระดับโวล์ทเทจของระบบไฟฟ้าในรถยนต์ให้คงที่ ช่วยป้องกันอุปกรณ์ไฟฟ้าไม่ให้เกิดความเสียหาย

ดู วิธียืดอายุแบตรถ คลิก www.winandwill.com
edit @ 2007/05/22 13:49:24
edit @ 2007/05/22 15:19:53